โดย..ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์
ตั้งชื่อบทความอย่างน่าเสียวไส้ เดี๋ยวท่านผู้อ่านจะนึกว่าผู้เขียนเป็นผู้นิยมคอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ ที่ต่อต้านการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย จึงต้องขอออกตัวก่อนว่าผู้เขียนเป็นประชาธิปไตยทั้งวิญญาณและจิตใจคนรุ่นผมแทบจะไม่รู้จักหรือสัมผัสคอมมิวนิสต์เลยด้วยซ้ำไป!!!
ประเทศคอมมิวนิสต์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครอง เช่น รัสเซีย หรือเริ่มเปิดประเทศ ยอมรับกฏกติกาสากลมากขึ้น เช่น จีน ... ซึ่งขณะนี้มีการประท้วงกันอยู่ก็ยิ่งแสดงให้เห็นการเป็น ประชาธิปไตย ในประเทศจีนมากขึ้น เพราะการประท้วงคือการแสดงออกทางความคิดเห็นของประชาชน ในเรื่องของประชาธิปไตยนั้น คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญของ การเลือกตั้ง มากเกินไป หลายคนคิดว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งด้วยซ้ำไป ความหมายที่แท้จริงของประชาธิปไตยคือ ระบอบการปกครองที่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยมีกลไกเงื่อนไขรองรับศักดิ์ศรี สิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันของบุคคลในสังคม หรือที่เข้าใจแบบง่ายๆ ว่า ประชาธิปไตยคือการปกครอง ของประชาชน โดยประชาชน และ เพื่อประชาชน จะเห็นว่าไม่มีคำนิยามไหนเลยที่พูดถึงการเลือกตั้ง!!! ด้วยเหตุว่า การเลือกตั้งเป็นเพียง เครื่องมือ อย่างหนึ่งที่สนับสนุนให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เป็นไปได้หรือไม่ว่า เครื่องมือ ชิ้นนี้ อาจจะไม่ทรงพลานุภาพอย่างที่คิด เครื่องมือ ที่อยู่ในมือผู้ที่คิดดีทำดีก็จะมีประโยชน์ แต่หาก เครื่องมือ ไปอยู่ในมือโจร คนชั่ว ก็จะกลายเป็นโทษทันที เฉกเช่น การเลือกตั้ง หากคนที่มีอำนาจจัดการการเลือกตั้งและนักเลือกตั้งที่ใช้เครื่องมือนี้ในการเข้าสู่อำนาจ มีจิตดี คิดดี ทำดี เครื่องมือนี้จะเป็นคุณมหาศาลต่อประเทศ แต่หากผู้มีอำนาจและนักเลือกตั้ง คิดชั่ว ทำเลว ก็จะใช้เครื่องมือนี้ ประหัตประหาร ทำลายชาติเฉกเช่นเดียวกัน ประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่จะถูกหล่อหลอมด้วยระบบการศึกษาว่า ประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้ง ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ แต่ท่านคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า เสียงส่วนใหญ่ ใช่จะถูกเสมอไป หรือ พวกมากลากไป หรือไม่??? หากคิดในอีกแง่หนึ่ง ในแง่ของความหมายของประชาธิปไตยที่มีวัตถุประสงค์เพียง 3 อย่างคือ 1. การปกครองของประชาชน 2. โดยประชาชน และ 3. เพื่อประชาชน แล้วนั้น การเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของประชาธิปไตย หากแต่ เราต้องการเครื่องมือใดก็ได้ ที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้ง 3 ประการ สมมติว่าเราใช้วิธี การจับฉลาก ในการสรรหาสส. และสส.ที่ได้มาจากการจับฉลากนั้น มาจากประชาชน และทำงานเพื่อประชาชนแล้วไซร้ การจับฉลาก นี้ ก็ย่อมจะเป็นเครื่องมือที่ดีกว่า การเลือกตั้ง ที่ได้มาซึ่งสส.ที่ทำงานเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ใช่หรือไม่? คิดต่อไปว่า หากเราต้องการให้ การจับฉลาก เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราก็เพิ่มกฏเกณฑ์เข้าไป เช่น กำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะลงสมัครจับฉลาก อาทิ มีประวัติการทำงานเพื่อสังคมอย่างน้อย 5 ปี ไม่มีไม่มีส่วนได้เสีย หรือลงทุนในธุรกิจเอกชนมาเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี ฯลฯ หากกฏเกณฑ์ในการ การจับฉลาก ถูกขัดเกลาให้เหมาะสม ก็สามารถเป็นอีก เครื่องมือ หนึ่งในระบอบประชาธิปไตยได้ ซึ่งอาจจะดีกว่า การเลือกตั้งที่มีการซื้อเสียง ด้วยซ้ำไป!!! กลับมาที่ การเลือกตั้ง ที่ผมคิดว่าไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในระบอบประชาธิปไตยกันดีกว่า หาก การเลือกตั้ง ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด เช่น มีการ ซื้อสิทธิ ขายเสียง การเลือกตั้งนี้ก็ถือว่าอยู่ในมือโจร ซึ่งเมื่อผู้ที่ได้รับเลือกเข้าไปแล้ว ก็จะหาประโยชน์ใส่ตน โดยลืมคิดถึง ประโยชน์ส่วนรวม และเป้าหมายของประชาธิปไตยก็ไม่บรรลุผล และหาก นักเลือกตั้ง อาศัย ความไม่รู้ ของประชาชน มาเป็นช่องโหว่ ในการหลอกลวงประชาชน ให้เขาคิดว่า การแจกเงิน หรือนโยบายประชานิยม คือ สัญญาณของความเจริญ ความร่ำรวย ของประเทศชาติแล้วนั้น... คะแนนที่ได้มาจากการหลอกลวงประชาชน จะกลับมาทิ่มแทงประเทศชาติในภายหลัง ถึงแม้ ผมจะเห็นว่า การเลือกตั้ง ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ผมก็มิได้ต่อต้าน การเลือกตั้ง แต่ประการใด เพียงแต่อยากให้ข้อคิดว่า การเลือกตั้ง นี้ เหมาะสมแค่ไหนสำหรับประเทศไทย? ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น หรือ สหรัฐอเมริกา การเลือกตั้งนั้นเป็น เครื่องมือ ที่เหมาะสม เพราะประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้ มีความเป็นอยู่ดี ได้รับข้อมูลข่าวสารครบถ้วน สามารถวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ กฏหมายก็เคร่งครัดกว่า การซื้อเสียงจึงเป็นไปได้ยาก แต่เมื่อเทียบกับประเทศไทย ประชาชนส่วนใหญ่ยังยากจน การศึกษาน้อย ข่าวสารข้อมูลไปไม่ถึง จึงทำให้ถูกหลอก หรือถูกซื้อเสียงได้ง่าย ลองคิดดูเล่น ๆ อีกครั้งหนึ่ง ว่าหากจะแก้ปัญหา การเลือกตั้ง ของประเทศที่กำลังพัฒนานั้น เราควรทำอย่างไร? การแก้ปัญาหาที่ต้นเหตุคือ การให้ประชาชนมีการศึกษา ซึ่งต้องใช้เวลานานนับสิบปี จึงจะเห็นผล ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านๆ มาไม่ให้ความสำคัญ เพราะนักเลือกตั้งส่วนใหญ่ ต้องการนโยบายระยะสั้นที่เห็นผลเร็ว วิธีหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การถ่วงน้ำหนักคะแนนการเลือกตั้ง (Value Weighted) การถ่วงน้ำหนัก คือ การให้ความสำคัญของแต่ละสิ่งไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น หากสุนัขที่บ้านไม่สบาย เราจะฟังคำแนะนำจากสัตว์แพทย์ หรือจากทันตแพทย์มากกว่ากัน? เราอาจจะให้ความสำคัญของคำแนะนำจากสัตว์แพทย์ 8 ส่วน และจากทันตแพทย์ 2 ส่วน เพราะโดยทั่วไปสัตว์แพทย์จะมีความรู้ในเรื่องสัตว์เลี้ยงมากกว่าทันตแพทย์ การถ่วงน้ำหนักนี้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะให้ความสำคัญกับสิ่งไหนมากกว่ากัน ในตลาดหุ้น การหาค่าเฉลี่ยดัชนีตลาดหุ้น S&P ก็ใช้วิธีการถ่วงน้ำหนักเช่นกัน บริษัทที่มีขนาดใหญ่ก็จะได้รับความสำคัญ (น้ำหนัก) มาก หากบริษัทใหญ่ขาดทุน ค่าดัชนีจะตกมากกว่า บริษัทเล็กขาดทุน หากการเลือกตั้งในประเทศกำลังพัฒนา มีการถ่วงน้ำหนัก อาทิเช่น ผู้ที่จบการศึกษาต่ำกว่าป.4 คะแนนเสียงมีค่าเท่ากับ 1 ผู้ที่จบต่ำกว่าม.3 คะแนนเสียงมีค่าเท่ากับ 2 และเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ฉะนั้นผู้ที่มีการศึกษา (และน่าจะมีรายได้มากกว่า) จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ดีกว่า ก็จะมีน้ำหนักมากกว่า การซื้อเสียงจึงทำได้ยากขึ้น และผู้ที่เป็นตัวแทนของประชาชน ก็จะมาจากการถ่วงน้ำหนักจากผู้มีความรู้มากขึ้น นี่ก็เป็นเพียงทฤษฏีหนึ่งที่ผู้เขียนนำมาประยุกต์กับการเลือกตั้ง แต่คงไม่สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้ เพราะจะได้รับการต่อต้านจากประชาชนส่วนใหญ่อย่างแน่นอน ผู้เขียนเพียงต้องการนำเสนอทฤษฏี เพื่อให้ผู้อ่านได้คิดในอีกแง่มุมหนึ่งของการเลือกตั้งเท่านั้น แต่หากประเทศกำลังพัฒนา ยังเห็นการเลือกตั้งเป็นคำตอบสุดท้ายและไม่มีการแก้ไขแล้ว เครื่องมือ นี้ก็อาจมีค่าไม่ต่างจาก ปืน ในมือโจร!!! ThaiNewYork.com รายงาน
[แสดงความเห็น? | ส่งให้เพื่อนอ่าน | หน้าสำหรับพิมพ์]
|